คุณภาพของรถยนต์ใหม่โดยรวมในประเทศไทยปรับปรุงขึ้น แต่ในกลุ่มลูกค้ารถกระบะกลับมีการรายงานปัญหาเพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อน, ผลการศึกษาวิจัยจาก เจ.ดี. พาวเวอร์

(683.37 KB)

Share This Page

โตโยต้าคว้ารางวัลคุณภาพรถใหม่ใน 4 ประเภทรถยนต์ ขณะที่ฮอนด้า, อีซูซุ และฟอร์ด รับไปค่ายละ 1 รางวัล

กรุงเทพฯ : วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 — ผลการศึกษาคุณภาพรถใหม่ในประเทศไทย ประจาปี 2559 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ (J.D. Power 2016 Thailand Initial Quality StudySM (IQS)) เปิดเผยในวันนี้ว่า คุณภาพของรถยนต์ใหม่โดยรวมในประเทศไทยได้รับการปรับปรุงขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าของในกลุ่มรถกระบะและกลุ่มรถยนต์ขนาดกลางระดับพรีเมี่ยมกลับรายงานปัญหาเพิ่มมากขึ้น

ค่าเฉลี่ยคุณภาพรถใหม่โดยรวมอยู่ที่ 87 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน (PP100) ในปี 2559 ลดลง 4 คะแนน จากปี 2558 ที่ 91 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน คุณภาพรถยนต์ได้รับการปรับปรุงในทุกกลุ่มประเภทรถยนต์ ยกเว้นกลุ่มรถกระบะ ซึ่งค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 100 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน ในปี 2559 เพิ่มขึ้น 10 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน เมื่อเทียบกับปี 2558 และกลุ่มรถยนต์ขนาดกลางระดับพรีเมี่ยม ที่ปัญหาเพิ่มขึ้นเป็น 66 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน จาก 59 ปัญหาในปี 2558

การศึกษายังพบอีกว่าเจ้าของรถรุ่น “ใหม่” — ซึ่งเป็นรถรุ่นใหม่ในตลาด หรือเป็นรถรุ่นที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ทั้งคันสาหรับรุ่นรถปีนั้นๆ — รายงานปัญ หา 81 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน น้อยกว่ารถรุ่นเดิมที่มีอยู่ ซึ่งไม่ได้รับการปรับโฉม หรือปรับแต่งเพียงเล็กน้อยสาหรับรุ่นรถปีนั้นๆ ซึ่งรายงานปัญหา 88 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน

“รถยนต์รุ่นใหม่ที่พึ่งออกสู่ตลาดเมื่อไม่นานมานี้ มีคุณภาพการผลิตที่ดีกว่า (มีปัญ หาคุณภาพน้อยกว่า) รถยนต์รุ่นที่อยู่ในตลาดมานานกว่าและส่งผลในเชิงบวกต่อภาพรวมความพึงพอใจในคุณภาพของรถยนต์ใหม่” ศิรส สาตราภัย ผู้จัดการ เจ.ดี. พาวเวอร์ ประจาประเทศไทย กล่าว “แต่อย่างไรก็ตาม ลูกค้าผู้ใช้งานรถกระบะได้รายงานปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปัญหาภายนอกตัวรถยนต์และระบบแอร์ (HVAC) ดังนั้นผู้ผลิตรถกระบะจึงควรรับฟังเสียงสะท้อนของลูกค้า และดาเนินการลดปัญหาคุณภาพ และปรับปรุงรถยนต์รุ่นถัดๆ ไปให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น”

การศึกษานี้พบว่าปัญหาภายนอกตัวรถยนต์คิดเป็น 30% จากปัญหาทั้งหมดในปี 2559 เพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 2558 นอกจากนี้ ปัญหาจากระบบฮีทเตอร์, ระบบระบายอากาศ และระบบแอร์ (HVAC) เพิ่มขึ้นเป็น 8% จาก 7% ปัญหาภายนอกตัวรถยนต์ที่มีการพูดถึงบ่อยที่สุดเป็นปัญหาเกี่ยวกับเสียงลมที่ดังเกินไป และปัญหาประตูเปิด-ปิดยาก ส่วนปัญหาหลักของระบบฮีทเตอร์, ระบบระบายอากาศ และระบบแอร์ (HVAC) จะเกี่ยวกับกระจกมีฝ้ามากเกินไป และระบบความเย็นของแอร์ที่ไม่เพียงพอ

ครึ่งหนึ่งของ 20 ปัญ หาแรกที่มีการพูดถึงบ่อยที่สุดเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการออกแบบ นอกจากนี้ เจ้าของรถยนต์ยังรายงานจานวนปัญ หาเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาภายในรถยนต์, ปัญหาประสบการณ์การขับขี่ และปัญหาเครื่องยนต์/ ระบบเกียร์ เช่น ปัญหาวัสดุเป็นรอยขีดข่วนง่าย/ เปื้อนง่าย, ปัญหาระบบช่วงล่าง หรือปัญหาเครื่องยนต์ไม่มีกาลัง เวลาสตาร์ทรถครั้งแรกของวัน

“ผู้ผลิตรถยนต์ควรตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบของรถยนต์ทุกๆ กลุ่ม ซึ่งเป็นปัญหาที่ทาให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกไม่สะดวกในการใช้งาน หรือก่อให้เกิดความราคาญในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้น” ศิรส กล่าว

ข้อมูลสาคัญเพิ่มเติมที่ได้จากการสารวจ:

  • ความหรูหราเป็นตัวชี้นา: เจ้าของรถยนต์ประเภทหรูหรามีรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของตนน้อยที่สุด (50 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน ) และรถกระบะ 4 ประตู และรถกระบะตอนขยายรายงานจานวนปัญหาเข้ามามากที่สุด (103 ปัญหา และ 104 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน ตามลาดับ)
  • เสียงลมยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่อง: เสียงลมดังเกินไป (13.1 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน) ยังคงเป็นปัญ หาที่มีรายงานเข้ามาบ่อยที่สุดและเป็นปัญหาที่มีมาตลอดนับตั้งแต่ปี 2551 และ 2 ปัญหาใหม่เพิ่มเติมจาก 5 ปัญหาเดิมที่มีการรายงานเข้ามามากที่สุด ได้แก่ กระจกมีฝ้ามากเกินไป/ ไม่สามารถกาจัดฝ้าได้ตามต้องการ (2.6 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน) และการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากเกินไป (2.4 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน)
  • คุณภาพมีผลต่อความภักดี: ความภักดีและความตั้งใจในการกลับมาซื้อมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อคุณภาพโดยรวมของรถยนต์ โดย 86% ของลูกค้าในกลุ่มที่พอใจเป็นอย่างมากกล่าวว่าพวกเขาจะแนะนารุ่นรถที่ใช้อยู่ “อย่างแน่นอน” และ 73% กล่าวว่าพวกเขาจะกลับมาซื้อรถยนต์แบรนด์เดิมอีก “อย่างแน่นอน” ส่วนกลุ่มเจ้าของรถยนต์ที่ผิดหวังหรือรู้สึกเฉยๆ กับคุณภาพรถยนต์ของตัวเอง มีเพียง 44% ที่กล่าวถึงความตั้งใจที่จะแนะนารุ่นรถยนต์ที่ใช้อยู่แก่ผู้อื่นและ 30% ที่มีความตั้งใจจะกลับมาซื้อรถยนต์แบรนด์เดิมอีก

ข้อมูลการศึกษาวิจัย

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาปัญหาคุณภาพรถยนต์ใหม่ที่เจ้าของรถยนต์ประสบในช่วง 2 ถึง 6 เดือนแรกของการเป็นเจ้าของ โดยการศึกษานี้ได้สอบถามถึงปัญหาหรือความผิดปกติมากกว่า 200 รายการ และสามารถจัดกลุ่มปัญหาหรือความผิดปกติที่พบออกเป็น 8 หมวดหมู่ (โดยเรียงลาดับตามความถี่ของปัญหาที่มีการรายงานเข้ามา) ได้แก่ ปัญหาภายนอกรถยนต์, ปัญหาเครื่องยนต์/ ระบบเกียร์, ปัญหาประสบการณ์การขับขี่, ปัญหาจากภายในรถยนต์, ปัญหาจากระบบฮีทเตอร์, ระบบระบายอากาศ และระบบแอร์ (HVAC), ปัญหาด้านเครื่องเสียง, ความบันเทิงและระบบนาทาง (ACEN) ปัญหาจากอุปกรณ์, ปุ่มควบคุมและแผงหน้าปัด และปัญหาจากที่นั่ง ปัญหาทั้งหมดได้ถูกนามาสรุปผลเป็นจานวนปัญหาหรือความผิดปกติที่พบต่อรถยนต์ใหม่ 100 คัน (ในที่นี้ เรียกว่า PP100) โดยรถยนต์รุ่นใดที่ได้คะแนน PP100 น้อยกว่า แสดงว่ารถยนต์รุ่นนั้นเกิดปัญหาน้อยกว่าหรืออีกนัยหนึ่งคือ รถรุ่นนั้นมีคุณภาพที่สูงกว่า

ผลการจัดอันดับจากการศึกษาวิจัย

โตโยต้า คว้ารางวัลใน 4 รุ่นรถ ได้แก่ ยาริส (70 ปัญ หาต่อรถยนต์ 100 คัน) ได้รับการจัดอันดับสูงสุดประเภทกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก;

วีออส (62 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน) ได้รับการจัดอันดับสูงสุดประเภทกลุ่มรถยนต์ขนาดกลางระดับต้น; โคโรล่า อัลติส (67 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน) ได้รับการจัดอันดับสูงสุดประเภทกลุ่มรถยนต์ขนาดกลาง และไฮลักซ์ รีโว่ พรีรันเนอร์ สมาร์ท แค๊ป (83 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน) ได้รับการจัดอันดับสูงสุดประเภทกลุ่มรถกระบะตอนขยาย

ปัจจุบันรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ รถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดเล็ก, ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ได้รับการจัดอันดับสูงสุดประเภทกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดเล็ก (84 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน) ขณะที่ อีซูซุ มิว-เอ็กซ์ (67 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน) ได้รับการจัดอันดับสูงสุดประเภทกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดใหญ่ ในปีนี้ไม่มีการจัดอันดับสาหรับกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดกลาง เนื่องจากจานวนรุ่นรถที่สามารถจัดอันดับได้ไม่เพียงพอ 

ฟอร์ด เรนเจอร์ ดี-แค๊ป (81 ปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน) ได้รับการจัดอันดับสูงสุดประเภทกลุ่มรถกระบะ 4 ประตู

ผลการศึกษาคุณภาพรถใหม่ในประเทศไทย (IQS) ประจาปี 2559 ได้จากการประเมินคาตอบของเจ้าของรถยนต์คันใหม่ 4,813 ราย ที่ซื้อรถยนต์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 ถึงเดือนกรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล, รถกระบะ และรถยนต์อเนกประสงค์จานวนทั้งสิ้น 82 รุ่น จากทั้งหมด 13 ยี่ห้อ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน 2559

ติดต่อสื่อมวลชนสัมพันธ์

John Tews; เจ.ดี. พาวเวอร์; ทรอย, มิชิแกน, ประเทศสหรัฐอเมริกา; โทร +001-248 680-6218; john.tews@jdpa.com

ข้อมูล เจ.ดี. พาวเวอร์ ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

เจ.ดี. พาวเวอร์ มีสานักงานอยู่ที่ โตเกียว, สิงคโปร์, ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, มาเลเซีย และกรุงเทพฯ เป็นผู้ให้บริการศึกษาวิจัยความพึงพอใจของลูกค้า และให้บริการการให้คาปรึกษา สาหรับอุตสาหกรรมยานยนต์, เทคโนโลยีสารสนเทศ และสถาบันการเงิน ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก จากทั้งหกสานักงานในภูมิภาค เจ.ดี. พาวเวอร์ ได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความพึงพอใจของลูกค้าต่อทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจในประเทศออสเตรเลีย, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, ไทย และเวียดนาม ข้อมูลเกี่ยวกับเจ.ดี. พาวเวอร์ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ สามารถค้นหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ asean-oceania.jdpower.com

ข้อมูลเกี่ยวกับเจ.ดี. พาวเวอร์ (J.D. Power) และหลักเกณฑ์การโฆษณา/ การส่งเสริมการขายต่างๆ สามารถค้นหาข้อมูลได้ที่ www.jdpower.com/about-us/press-release-info

Media Contacts

Troy, Michigan
(248) 680-6218